วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม
ขอให้ทุกท่านมีความชื่นชมยินดีในเทศกาลคริสต์มาส
และวันนี้ยังเป็นวันระลึกถึงสเทเฟน ผู้เป็นมรณสักขีแรกของคริสตจักรด้วย
ค่ำคืนได้ผ่านพ้นไปแล้ว และวันใหม่ก็เปิดอยู่ต่อหน้าเรา
ขอให้เราอธิษฐานด้วยใจและความคิดเป็นหนึ่งเดียว
.
(สงบนิ่ง)
.
ขณะที่เราชื่นชมยินดีกับวันใหม่ที่พระองค์ประทานให้
ขอให้แสงสว่างแห่งการทรงสถิตของพระองค์
จุดไฟแห่งความรักต่อพระองค์ในใจของเรา
ตั้งแต่บัดนี้และตลอดไปเป็นนิตย์
อาเมน
.
เราร่วมกันสรรเสริญพระเจ้า ด้วย สดุดีบทที่ 150
สรรเสริญพระยาห์เวห์
จงสรรเสริญพระเจ้าในสถานนมัสการของพระองค์
จงสรรเสริญพระองค์ในพื้นฟ้าอันอานุภาพของพระองค์
จงสรรเสริญพระองค์ เพราะกิจการอันทรงอานุภาพของพระองค์
จงสรรเสริญพระองค์ ตามความยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์
จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงแตร
จงสรรเสริญพระองค์ด้วยพิณเขาคู่และพิณใหญ่
จงสรรเสริญพระองค์ด้วยรำมะนาและการเต้นรำ
จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเครื่องสายและปี่
จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉิ่ง
จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉาบ
จงให้ทุกสิ่งที่หายใจสรรเสริญพระยาห์เวห์
สรรเสริญพระยาห์เวห์
พระสิริจงมีแด่พระบิดา พระบุตร
และพระวิญญาณบริสุทธิ์
เหมือนในปฐมกาล บัดนี้ และตลอดไปเป็นนิตย์
อาเมน
.
.
กิจการอัครทูต 7:54–60
เมื่อพวกเขาได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกเดือดดาล และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเข้าใส่สเทเฟน ส่วนสเทเฟนเต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านเขม้นดูสวรรค์เห็นพระรัศมีของพระเจ้า และเห็นพระเยซูทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วท่านกล่าวว่า “นี่แน่ะ ข้าพเจ้าเห็นท้องฟ้าแหวกเป็นช่อง และเห็นบุตรมนุษย์ทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า” แต่พวกเขาร้องเสียงดังและอุดหูวิ่งกรูกันเข้าไปหาสเทเฟน แล้วขับไล่ท่านออกจากกรุงและเอาหินขว้าง และพวกสักขีพยานที่ปรักปรำสเทเฟน ก็ฝากเสื้อผ้าของตนวางไว้ที่เท้าของชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อเซาโล ขณะที่พวกเขาเอาหินขว้างสเทเฟนอยู่นั้น ท่านร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงรับจิตวิญญาณของข้าพระองค์ด้วย” แล้วสเทเฟนก็คุกเข่าลงร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอโปรดอย่าถือโทษพวกเขาเพราะบาปนี้” เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้วก็สิ้นใจ
นี่คือพระวจนะของพระเจ้า
ขอบพระคุณพระเจ้า
.
.
บทใคร่ครวญ
การระลึกถึงเซนท์สเทเฟนในวันที่สองของเทศกาลคริสต์มาส อาจทำให้รู้สึกขัดแย้งอยู่บ้างในแวบแรก
ขณะที่ความอบอุ่นและความอ่อนโยนของคริสต์มาสยังคงอบอวลอยู่ มีน้อยคนที่จะหยุดคิดถึงภาพอันโหดร้ายของนักบุญผู้เปรอะเปื้อนด้วยโลหิต เด็กหนุ่มที่ต้องเผชิญความตายอย่างรุนแรงจากฝูงชนที่โกรธเกรี้ยว
มรณสักขีผู้แรกผู้นี้จึงอาจเลือนหายไปจากปฏิทินของคริสตจักร และถูกบดบังด้วยหัวข้อการแบ่งปันที่อ่อนโยนกว่าของฤดูกาลนี้
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ใช่เช่นนั้นสำหรับจิตรกรชาวดัตช์อย่างแรมบรันต์ ซึ่งวาดการเสียชีวิตของ เซนท์สตีเฟนในปี ค.ศ. 1625 ขณะที่เขามีอายุเพียงสิบเก้าปี
ที่น่าสนใจคือ แรมบรันต์ได้ใส่ภาพเหมือนของตนเอง ไว้ระหว่างนักบุญที่คุกเข่าอยู่ กับชายผู้เตรียมจะขว้างก้อนหินขนาดใหญ่
ไม่ยากเลยหากเราจะจินตนาการว่าตนเองยืนอยู่ในฉากนั้น ยืนตรงจุดเดียวกับที่แรมบรันต์วางตัวเองไว้ เราจะรู้สึกอย่างไร
ปี 2025ที่ผ่านมานี้ ถูกแต้มสีด้วยความรุนแรง ความโกรธถูกปลดปล่อยใส่ผู้บริสุทธิ์ ผ่านสงครามในหลายแห่งของโลก ดูเหมือนว่าความเกลียดชังและความโหดร้ายของมนุษย์จะไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนักเลย
และนอกจากหัวข้อข่าวความไม่สงบในโลก วันระลึกถึงเซนท์สเทเฟนยังพูดถึงความโศกเศร้าส่วนตัว — การสูญเสียเพื่อนหรือคนที่เรารักอย่างไม่ทันตั้งตัวด้วย
บางคนในพวกคุณอาจประสบกับการสูญเสียเช่นนี้ในปีที่ผ่านมา สเทเฟนเป็นเพียงหนึ่งในบรรดานักบุญนับไม่ถ้วน ที่การตายของพวกเขาดูจะมาก่อนเวลา และน่าเศร้าในสายตาของเรา
แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า ความตายกลับเปิดทางให้ชีวิต—ดุจเมล็ดข้าวสาลีที่ตกลงสู่ดินและตายไป (ยอห์น 12:24) นี่คือคำพยานที่ดำรงอยู่ของคริสตจักร การตายของสเทเฟนทำให้ชุมชนผู้เชื่อกระจัดกระจายออกไป และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางอันยาวไกล ที่วันหนึ่งจะเปลี่ยนซาอูลให้กลายเป็นเปาโล หลายศตวรรษต่อมา นักศาสนศาสตร์สำคัญอย่างเทอร์ทูลเลียนได้กล่าวว่า “โลหิตของมรณสักขีคือเมล็ดพันธุ์ของพระศาสนจักร”
การตายของสเทเฟนยังดึงเรากลับไปหาพระคริสต์เอง การเป็นมรณสักขีของเขาคือการเลียนแบบพระคริสต์ การเดินตามรอยพระบาทขององค์พระผู้เป็นเจ้า—แม้กระทั่งจนถึงความตาย—นี่คือเกียรติยศสำหรับสเทเฟน
“การตายก็เป็นกำไร” เปาโลเขียนไว้ในเวลาต่อมา ความทุกข์ทรมานมักยากยิ่งกว่าสำหรับผู้ที่เฝ้ามองอยู่ภายนอก การมีเพียงการเวลาเท่านั้นที่จะการเยียวยาได้ แต่พวกเราก็ได้รับการปลอบประโลมผ่านนิมิตที่สเทเฟนได้เห็น—ภาพพระเยซูทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า (กิจการ 7:56) ต้อนรับเหล่าผู้รับใช้ของพระองค์ที่ได้ล่วงหลับไป (กิจการ 7:60) และผู้ที่จะตื่นขึ้นในพระสิริแห่งการทรงสถิตของพระองค์
หลายคนยังคงต่อสู้กับความขัดแย้งในใจ เมื่อถูกเชิญให้เรียกช่วงเวลานี้ว่า “ช่วงเวลาที่วิเศษที่สุดของปี”
ขณะที่สงครามยังคงโหมกระหน่ำ หรือขณะที่ความโศกเศร้าส่วนตัวถูกกระตุ้นให้เจ็บปวดยิ่งขึ้นด้วยความทรงจำที่เคยมีในเทศกาลปีใหม่นี้
และตรงจุดนี้เอง วันฉลองนักบุญสเทเฟน ซึ่งถูกวางไว้อย่างตั้งใจในวันที่สองของเทศกาลคริสต์มาส
เทศกาลนี้ได้เตือนเราว่า แสงสว่างของพระคริสต์เสด็จเข้ามาในโลกที่แตกสลาย และแสงนั้นยังคงส่องสว่าง แม้ท่ามกลางความทุกข์ ความตาย และการเป็นมรณสักขี
.
.
เรานมัสการพระเจ้าร่วมกันจากบทเพลง “จิตใจข้าเอ๋ย”
.
Leave a comment