วันนี้เป็นวันจันทร์ ที่ 29 ธันวาคม
เทศกาลคริสมาสสัปดาห์ที่ 1
ให้เรารวบรวมความคิดที่กระจัดกระจายของเรา
และสงบใจ เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์
.
.
สดุดี 20:1-5
“ขอพระยาห์เวห์ทรงตอบท่านในวันยากลำบาก
ขอให้พระนามพระเจ้าของยาโคบพิทักษ์รักษาท่าน
ขอพระองค์ทรงส่งความช่วยเหลือมายังท่านจากสถานนมัสการ
และขอทรงสนับสนุนท่านจากศิโยน
ขอทรงระลึกถึงของถวายทั้งสิ้นของท่าน
และขอทรงโปรดปรานเครื่องบูชาเผาทั้งตัวของท่าน
ขอประทานตามใจปรารถนาของท่าน
และให้แผนการทั้งสิ้นของท่านสำเร็จ
เพื่อพวกเราจะได้โห่ร้องด้วยความยินดีเนื่องด้วยชัยชนะของท่าน
และชูธงขึ้นในพระนามพระเจ้าของพวกเรา
ขอพระยาห์เวห์ทรงให้คำทูลขอทั้งสิ้นของท่านสำเร็จเถิด”
พระสิริจงมีแด่พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ เหมือนในปฐมกาล บัดนี้และตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน
.
.
โคโลสี 1:9-14
“เพราะเหตุนี้ นับตั้งแต่วันที่เราได้ยินเรื่องนี้ เราก็ไม่ได้หยุดอธิษฐานและทูลขอเพื่อท่านทั้งหลาย เพื่อให้ท่านเต็มเปี่ยมด้วยความรู้เรื่องพระประสงค์ของพระองค์โดยสรรพปัญญาและความเข้าใจฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อพวกท่านจะดำเนินชีวิตอย่างสมควรต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และจะเป็นที่ชอบพระทัยของพระองค์ทุกประการ คือให้ท่านเกิดผลในการดีทุกอย่าง และเจริญขึ้นในความรู้ถึงเรื่องพระเจ้า ให้พวกท่านมีกำลังด้วยฤทธานุภาพทั้งสิ้นตามอานุภาพแห่งพระสิริของพระองค์ เพื่อให้ท่านมีความทรหดอดทน และมีความอดทนในทุกสิ่ง พร้อมทั้งมีความยินดี และให้ท่านขอบพระคุณพระบิดาผู้ทรงทำให้พวกท่านสามารถมีส่วนในมรดกของธรรมิกชนในความสว่าง พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากอำนาจของความมืด และทรงย้ายเราเข้ามาไว้ในอาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ ในพระบุตรนั้นเราได้รับการไถ่ คือการยกโทษจากบาปทั้งหลาย”
นี่คือพระวจนะของพระเจ้า
ขอบพระคุณพระเจ้า
.
.
บทใคร่ครวญ: ชีวิตแห่งการอธิษฐาน
โคโลสี 1:9 อัครทูตเปาโลเขียนถึงพี่น้องในคริสตจักรที่เมืองโคโลสีว่า “เพราะเหตุนี้นับตั้งแต่วันที่เราได้ยิน เราก็ไม่ได้หยุดในการที่จะอธิษฐานขอเพื่อท่าน ให้ท่านเพียบพร้อมด้วยความรู้ถึงพระทัยของพระองค์ ในสรรพปัญญาและในความเข้าใจฝ่ายวิญญาณ”
คำว่า “เราไม่ได้หยุดในการที่จะอธิษฐานขอเพื่อท่าน” ของเปาโลหมายความว่าอย่างไร? มันไม่ได้หมายถึงการอธิษฐานแบบต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง หรือด้วยคำพูดหรือกิจกรรมที่ไม่หยุดพัก หากแต่เป็นการอธิษฐานที่ฝังรากลึกในชีวิตประจำวัน เหมือนการหายใจที่ไม่ขาดสาย ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนในพระคัมภีร์ที่ว่า “จงอธิษฐานอยู่เสมอ” (1 เธสะโลนิกา 5:17) การอธิษฐานเช่นนี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรมภายนอก แต่เป็นการสื่อสารภายในที่ต่อเนื่องกับพระเจ้า โดยเปลี่ยนแปลงความคิด จิตใจ และอารมณ์ทั้งหมด ให้กลายเป็นคำอธิษฐานที่ไม่ขาดสาย สะท้อนถึงแบบอย่างของเปาโลที่อธิษฐานอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณของผู้อื่น นำไปสู่ผลแห่งพระกิตติคุณที่เติบโตและเกิดผลทั่วโลก (โคโลสี 1:6)
บ่อยครั้ง เรามักจำกัดการอธิษฐานไว้ที่ “การอธิษฐานด้วยสมอง” หรือการอธิษฐานแบบใช้เหตุผลและความคิด ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว โดยเน้นการใช้คำพูด ความคิดวิเคราะห์ และการร้องขอเฉพาะเจาะจง เช่น เมื่อเราอธิษฐานเผื่อกัน เราอาจถามถึงความต้องการพิเศษเพื่ออธิษฐานอย่างตรงจุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสมตามพระคัมภีร์ (เช่น ในยากอบ 5:16 “… จงอธิษฐานเผื่อกันและกันเพื่อท่านทั้งหลายจะได้รับการรักษาโรค”) อย่างไรก็ตาม การอธิษฐานลักษณะนี้มักหยุดอยู่ที่ระดับผิวเผินของสติปัญญา ทำให้ขาดการเชื่อมโยงลึกซึ้งกับพระเจ้าและอาจกลายเป็นเพียงกิจวัตรที่ไร้ชีวิตชีวา โดยไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในที่แท้จริง
ในทางตรงกันข้าม “การอธิษฐานด้วยหัวใจ คือการนำความคิดลงสู่หัวใจ และยืนอยู่เบื้องพระพักตร์พระเจ้า ผู้ทรงสถิตย์อยู่ทุกหนทุกแห่ง ผู้ทรงมองเห็นและรู้ทุกสิ่งภายในจิตใจเรา” การอธิษฐานแบบนี้เป็นการลงลึกสู่แก่นแท้ของจิตวิญญาณ โดยอาศัยวินัยฝ่ายวิญญาณ เพื่อต่อสู้กับสิ่งรบกวนและนำไปสู่ความสงบนิ่งภายใน
หัวใจ มิใช่เพียงศูนย์กลางทางอารมณ์ แต่เป็นแหล่งกำเนิดของพลังกาย จิตใจ สติปัญญา เจตจำนง และศีลธรรมทั้งหมด (ตามที่พระคัมภีร์กล่าวในสุภาษิต 4:23 ว่า “จงรักษาใจไว้เหนือสิ่งอื่นใด เพราะชีวิตเริ่มต้นจากใจ”) ที่นี่ เราจะเผชิญหน้ากับภาพลวงตาของตัวตนเราเองและภาพพระเจ้าที่เราสร้างขึ้น เรานิ่งสงบและรอคอย เพื่อได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ (ตามมัทธิว 5:8 “บุคคลผู้มีใจบริสุทธิ์ก็เป็นสุข เพราะเขาจะได้เห็นพระเจ้า”) และสัมผัสถึงการพักสงบในพระองค์ท่ามกลางการปล้ำสู้อันเข้มข้นในชีวิตประจำวัน การอธิษฐานนี้เปลี่ยนแปลงเราให้เห็นความจริงของพระกิตติคุณ คือ แม้เราจะเป็นคนบาปที่สุด พระคุณของพระเจ้าก็เพียงพอที่จะชำระและฟื้นฟูเรา (โคโลสี 1:13-14)
การอธิษฐานด้วยหัวใจ คือการเชื่อมโยงกับพระเจ้าทางจิตใจที่ไม่ขาดสาย โดยใช้คำอธิษฐานสั้นๆ ซ้ำๆ เช่น
“พระเยซูคริสต์ พระบุตรพระเจ้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์ ผู้เป็นคนบาป”
เพื่อนำความคิดที่ฟุ้งซ่านกลับสู่พระเจ้า ทำให้เกิดความสงบนิ่งภายใน และกลายเป็นคำสรรเสริญที่ต่อเนื่อง มันรู้สึกเหมือนการยอมจำนนอย่างเรียบง่ายต่อคำเชิญของพระคริสต์ว่า “บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข” (มัทธิว 11:28) นำมาซึ่งสันติสุข ความใกล้ชิด และการปลดปล่อยจากความกลัว ความรู้สึกผิด และความเย็นชา สุดท้าย มันเปลี่ยนแปลงเราให้เข้าใจพระกิตติคุณว่า พระคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นจากอำนาจของความมืด สู่ราชอาณาจักรแห่งพระบุตร (ข้อ 13-14) ทำให้เรามีความหวัง ความรัก และความอดทน โดยอธิษฐานเผื่อผู้อื่นด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยพระคุณ—แม้เราจะเป็นคนบาปที่สุด พระคุณของพระองค์ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนเรา ให้เป็นผู้ทูลวิงวอนเพื่อพี่น้องและคริสตจักรอย่างแท้จริง
เราอธิษฐานในบทอธิษฐานประจำสัปดาห์ วันอาทิตย์หลังคริสต์มาส
ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรง สรรพานุภาพ พระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์ทั้งหลายอย่างน่าอัศจรรย์ ตามพระฉายาของพระองค์ และยิ่งกว่านั้นทรงคืนชีวิตข้าพระองค์ทั้งหลาย ผ่านทางพระเยซูคริสต์ พระบุตรของพระองค์ โปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายมีส่วนร่วมในพระลักษณะของพระเจ้า เหมือนที่พระคริสต์ ได้มีส่วนร่วมในความเป็นมนุษย์ของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงพระชนม์และครอบครองร่วมกับพระเจ้า และพระวิญญาณบริสุทธิ์บัดนี้และตลอดไปเป็นนิตย์
.
คำถามเพื่อใคร่ครวญ
1. เราเข้าใจ การอธิษฐาน ว่าอย่างไร เราพอใจกับชีวิตการอธิษฐานของเราหรือไม่
2. อะไรเป็นอุปสรรค์ หรือความท้าทายในชีวิตอธิษฐานของเรา เราจะเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร
.
.
เรานมัสการร่วมกันในเพลง คำอธิษฐาน
.
Leave a comment