วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ 2026
สัปดาห์แรกของเทศกาลมหาพรต
กลางคืนผ่านพ้นไปแล้ว และวันใหม่เปิดอยู่ เบื้องหน้าเรา
เราร่วมใจอธิษฐาน ด้วยจิตใจเป็นหนึ่งเดียว
(สงบใจ ในความเงียบ)
ในขณะที่เราชื่นชมยินดี ในของประทานแห่งวันใหม่นี้
ขอให้แสงสว่างแห่งพระพักตร์ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
จุดไฟรักในใจของเรา เพื่อพระองค์
บัดนี้และสืบไปเป็นนิตย์
อาเมน
.
.
สดุดี 77:1-3, 13-15
“ข้าพเจ้าร้องทูลพระเจ้า
ข้าพเจ้าร้องทูลพระเจ้าเพื่อพระองค์จะทรงฟังข้าพเจ้า
ในวันที่ข้าพเจ้าทุกข์ใจ ข้าพเจ้าแสวงหาองค์เจ้านาย
ยามค่ำคืน มือข้าพเจ้าเหยียดไม่หยุด
จิตใจข้าพเจ้าไม่รับคำปลอบโยน
ข้าพเจ้าระลึกถึงพระเจ้า
ข้าพเจ้าก็ครวญคราง ข้าพเจ้าตรึกตรอง
จิตวิญญาณของข้าพเจ้าก็อ่อนระอาไป
ข้าแต่พระเจ้า พระมรรคาของพระองค์บริสุทธิ์
พระองค์ใดจะยิ่งใหญ่อย่างพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย?
พระองค์คือพระเจ้าผู้ทรงกระทำการอัศจรรย์
ผู้ทรงสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์ท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย
ด้วยพระกร พระองค์ได้ทรงไถ่ประชากรของพระองค์
คือลูกหลานของยาโคบและโยเซฟ
พระสิริจงมีแด่พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ เหมือนในปฐมกาล บัดนี้และตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน
.
.
กาลาเทีย 2:11-21
“แต่เมื่อเคฟาสมาถึงเมืองอันทิโอกแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้คัดค้านท่านซึ่งๆ หน้า เพราะว่าท่านทำผิดแน่ เพราะว่าก่อนที่คนของยากอบมาถึงนั้น ท่านได้กินอาหารร่วมกับคนต่างชาติ แต่พอคนพวกนั้นมาถึง ท่านก็ปลีกตัวออกไปอยู่เสียต่างหากเพราะกลัวพวกเข้าสุหนัต และพวกยิวคนอื่นๆ ก็ได้แสร้งทำตามท่าน แม้แต่บารนาบัสก็หลงแสร้งทำตามคนเหล่านั้นไปด้วย แต่เมื่อข้าพเจ้าเห็นว่า พวกเขาไม่ได้ประพฤติตรงตามความจริงของข่าวประเสริฐนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวกับเคฟาสต่อหน้าคนทุกคนว่า “ถ้าท่านเองซึ่งเป็นพวกยิวประพฤติตามอย่างคนต่างชาติ ไม่ใช่ตามอย่างพวกยิว ทำไมท่านจึงบังคับคนต่างชาติให้ประพฤติตามอย่างพวกยิวเล่า?”
เราผู้เป็นยิวโดยกำเนิด ไม่ใช่คนบาปที่มาจากคนต่างชาติ ยังรู้ว่าไม่มีใครถูกชำระให้ชอบธรรมได้ โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ แต่โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้น เราเองก็ได้เชื่อในพระเยซูคริสต์ เพื่อจะถูกนับว่าชอบธรรมโดยความเชื่อในพระคริสต์ ไม่ใช่โดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ เพราะว่าโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัตินั้น ไม่มีมนุษย์คนใดจะถูกนับว่าชอบธรรมได้เลย แต่ถ้าในขณะที่เรากำลังขวนขวายจะถูกชำระให้ชอบธรรมโดยพระคริสต์นั้น กลับถูกพบว่าเป็นคนบาปไปด้วย พระคริสต์จะทรงเป็นผู้ส่งเสริมบาปหรือ? ไม่ใช่อย่างแน่นอน เพราะว่าถ้าข้าพเจ้าก่อสิ่งซึ่งข้าพเจ้าได้รื้อทำลายลงแล้วขึ้นมาอีก ข้าพเจ้าก็แสดงตัวว่าข้าพเจ้าเองเป็นคนละเมิดธรรมบัญญัติ เพราะโดยธรรมบัญญัตินั้น ข้าพเจ้าได้ตายต่อธรรมบัญญัติแล้ว เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ต่อพระเจ้า ข้าพเจ้าถูกตรึงร่วมกับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้าผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำให้พระคุณของพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะว่าถ้าความชอบธรรมเกิดจากธรรมบัญญัติแล้ว พระคริสต์ก็สิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์”
นี่คือพระวจนะของพระเจ้า
ขอบพระคุณพระเจ้า
.
.
บทใคร่ครวญ: “…แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า…”
บ่อยครั้งที่เรามักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “เทศกาลมหาพรต” เราคิดว่าเป็นฤดูกาลแห่งการทรมานตน การอดอาหาร หรือการเคร่งครัด ราวกับว่าเราต้องทำให้ตนเองเจ็บปวดเสียก่อน พระเจ้าจึงจะพอพระทัย
แต่พระธรรมกาลาเทีย บทที่ 2 ได้ดึงสติเรากลับมาสู่ความเข้าใจที่ถูกต้อง เปาโลเตือนเราในข้อ 21 ว่า
“ข้าพเจ้าไม่ได้ทำให้พระคุณของพระเจ้าเป็นโมฆะ เพราะถ้าความชอบธรรมได้มาทางธรรมบัญญัติ พระคริสต์ก็สิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์”
หากเทศกาลมหาพรตเป็นเพียงช่วงเวลาที่เราพยายาม “เป็นคนดีขึ้น” ด้วยกำลังและความตั้งใจของตนเอง เรากำลังทำให้พระคุณพระเจ้าเป็นโมฆะ และกำลังดำเนินชีวิตราวกับว่า การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูนั้นยังไม่เพียงพอ
งานศพของตัวเก่า
หัวใจของฤดูมหาพรต และอาจเป็นสรุปคำนิยามชีวิตคริสเตียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อยู่ในข้อ 20:
“…ข้าพเจ้าได้ถูกตรึงร่วมกับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า…”
นี่คือ “คำประกาศในงานศพ” ของเราเอง
เปาโลกำลังบอกเราว่า “เปาโลคนเก่า—คนที่หยิ่งผยอง ฟาริสีที่ยึดติดว่าตนเองต้องถูกเสมอ—คนคนนั้นตายไปแล้ว เขาถูกตรึงไว้บนกางเขนเมื่อสองพันปีก่อนแล้ว”
นี่คือข่าวประเสริฐที่ปลดปล่อยเรา! เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปปรับปรุง “ตัวตนเก่า” ไม่ต้องพยายามซ่อมแซม ขัดเกลา หรือสอนมารยาทให้มัน เพราะสิ่งเดียวที่เราต้องทำกับตัวเก่าคือ เชื่อพระวจนะว่า “มันตายแล้ว”
อุปมาเรื่อง “ถุงมือ”
เมื่อตัวเก่าตายไป อะไรล่ะที่มาแทนที่? คำตอบคือ “พระคริสต์ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า”
ลองจินตนาการว่าเราเป็นเหมือน “ถุงมือ”
ถุงมือเปล่าๆ นั้นอ่อนปวกเปียก ไร้ชีวิต มันหยิบจับพระคัมภีร์ไม่ได้ ปรนนิบัติใครไม่ได้ อธิษฐานไม่ได้ ต่อให้มันพยายามแค่ไหนที่จะเป็น “ถุงมือที่ดี” มันก็เป็นได้แค่ถุงมือเปล่า
แต่เมื่อมี “มือ” สอดเข้าไปข้างใน
ทันใดนั้น ถุงมือก็ขยับได้ มีพลัง และทำหน้าที่ได้
ไม่ใช่เพราะถุงมือแข็งแรงขึ้น แต่เพราะ “มือ” ที่อยู่ข้างในเป็นผู้ขับเคลื่อนมัน
เช้านี้ ขอให้จำไว้ว่า เราคือถุงมือ และพระคริสต์คือมือ
บทเรียนจากความล้มเหลวของเปโตร
ในพระคัมภีร์ตอนนี้ เปโตรพลาดพลั้งเมื่อท่านยอมจำนนต่อความกลัวและถอยห่างจากคนต่างชาติ ท่านกำลังพยายามเป็น “ถุงมือเปล่า” ที่ไม่มีมืออยู่ข้างใน ท่านกลับไปดำเนินชีวิตด้วยกำลังของตนเอง ขับเคลื่อนด้วยความกลัว และใช้วิธีการเดิมๆ
เปาโลจึงเตือนสติเปโตร (และเราทุกคน) ว่า:
“เปโตร… ชายขี้กลัวคนเดิมที่ห่วงภาพลักษณ์ และกังวลว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร คนนั้นตายไปแล้ว!”
ความผิดพลาดของเปโตรสอนเรา 2 เรื่องสำคัญ:
1. ความไม่สอดคล้อง: ท่านรู้ความจริงของข่าวประเสริฐ แต่กลับดำเนินชีวิตด้วยความคิดของตนเอง
2. การดูแคลนพระคุณ: การกลับไปพึ่งการกระทำของตนเอง คือการทำให้การสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ไร้ความหมาย
การนำไปใช้ในชีวิตจริง
วันนี้ เมื่อเราต้องเผชิญความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงานที่รับมือยาก ความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูก หรือความกังวลใจ อย่ารีบตอบสนองด้วย “ตัวตนเก่า” (เช่น แรงมาแรงกลับ หรือหนีปัญหา)
แต่ขอให้สงบนิ่ง และอธิษฐานว่า:
“พระเยซูเจ้า ข้าพระองค์จัดการเรื่องนี้ด้วยกำลังตัวเองไม่ได้
แต่พระองค์ทรงทำได้
พระองค์ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพระองค์
ขอทรงรักคนคนนี้… ผ่านข้าพระองค์
ขอทรงอดทน… ผ่านข้าพระองค์
ขอทรงเข้มแข็ง… ผ่านข้าพระองค์”
เราอธิษฐาน ด้วยกัน
“ข้าแต่พระเยซูคริสต์เจ้า
ข้าพระองค์ขอสารภาพว่า บ่อยครั้งข้าพระองค์พยายามใช้ชีวิตด้วยกำลังของตนเอง
ข้าพระองค์เผลอกลับไปสร้างกำแพงแห่งความกลัว
และพึ่งพาความสามารถอันจำกัด
ราวกับว่าตัวเก่าของข้าพระองค์ยังไม่ตาย
แต่วันนี้ ข้าพระองค์ขอยึดมั่นในความจริงแห่งพระวจนะ
ข้าพระองค์ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว
ความต้องการการยอมรับ… ถูกตรึงแล้ว
ความรู้สึกผิดและความล้มเหลว… ถูกตรึงแล้ว
ข้าพระองค์ขอเปิดใจต้อนรับพระองค์ ให้ทรงดำเนินชีวิตผ่านข้าพระองค์ในวันนี้
ขอพระองค์เป็นความอดทน เป็นสติปัญญา
และเป็นความรักของข้าพระองค์
ข้าพระองค์วางใจในพระองค์
ผู้ทรงรักและประทานชีวิตเพื่อข้าพระองค์
อธิษฐานในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า
อาเมน”
.
.
เราจะนมัสการร่วมกันในเพลง “ข้าต้องการพระองค์”
.
Leave a comment