วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ 2026
สัปดาห์แรกของเทศกาลมหาพรต
กลางคืนผ่านพ้นไปแล้ว และวันใหม่เปิดอยู่ เบื้องหน้าเรา
เราร่วมใจอธิษฐาน ด้วยจิตใจเป็นหนึ่งเดียว
(สงบใจ ในความเงียบ)
ในขณะที่เราชื่นชมยินดี ในของประทานแห่งวันใหม่นี้
ขอให้แสงสว่างแห่งพระพักตร์ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
จุดไฟรักในใจของเรา เพื่อพระองค์
บัดนี้และสืบไปเป็นนิตย์
อาเมน
.
.
สดุดี 42:1-5
“กวางกระเสือกกระสนหาธารน้ำฉันใด
ข้าแต่พระเจ้า จิตใจข้าพระองค์ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น
จิตใจข้าพระองค์กระหายหาพระเจ้า
หาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์
เมื่อไรข้าพระองค์จะได้มาเห็นพระพักตร์พระเจ้า?
ข้าพระองค์กินน้ำตาต่างอาหารทั้งวันคืน
ขณะที่คนพูดกับข้าพระองค์วันแล้ววันเล่าว่า
“พระเจ้าของเจ้าอยู่ที่ไหน?”
เมื่อข้าพระองค์ระบายความในใจออกมา
ข้าพระองค์ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้
คือ ข้าพระองค์ไปกับมหาชน
และนำพวกเขาไปเป็นกระบวนแห่ถึงพระนิเวศของพระเจ้า
ด้วยเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงขอบพระคุณ
คือมวลชนกำลังฉลองเทศกาลเลี้ยง
จิตใจของข้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่?
ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายอยู่ภายใน?
จงหวังในพระเจ้า เพราะข้าจะยกย่องพระองค์อีก
ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด”
พระสิริจงมีแด่พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ เหมือนในปฐมกาล บัดนี้และตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน
.
.
กาลาเทีย 5:2-15
“นี่แน่ะ ข้าพเจ้าเปาโล ขอบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านยอมเข้าสุหนัต พระคริสต์จะไม่ทรงเป็นประโยชน์อะไรให้แก่ท่านเลย ข้าพเจ้าขอย้ำให้ทุกคนที่ยอมเข้าสุหนัตทราบอีกว่า เขาถูกผูกมัดให้ประพฤติตามธรรมบัญญัติทั้งสิ้น ท่านทั้งหลายที่ปรารถนาจะถูกชำระให้ชอบธรรมโดยธรรมบัญญัติ ก็ถูกตัดขาดจากพระคริสต์
และหล่นจากพระคุณไปเสียแล้ว เพราะว่าโดยพระวิญญาณและความเชื่อ
เราก็รอคอยความชอบธรรมที่เราหวังว่าจะได้รับ เพราะว่าในพระเยซูคริสต์นั้น การเข้าสุหนัตหรือไม่เข้าสุหนัตไม่เกิดประโยชน์อันใด แต่ความเชื่อซึ่งแสดงออกเป็นการกระทำด้วยความรักนั้นสำคัญ
ท่านกำลังก้าวหน้าไปด้วยดีอยู่แล้ว
ใครเล่ายับยั้งท่านไม่ให้เชื่อฟังความจริง? การชักชวนอย่างนั้นไม่ได้มาจากพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลาย เชื้อเพียงเล็กน้อยย่อมทำให้แป้งดิบฟูขึ้นได้ทั้งก้อน ข้าพเจ้ามีความมั่นใจในตัวท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า
ท่านจะไม่มีความคิดอย่างอื่น แต่ผู้ที่มารบกวนท่านนั้น จะเป็นใครก็ตามจะต้องได้รับโทษ พี่น้องทั้งหลาย
ถ้าข้าพเจ้ายังเทศนาให้เข้าสุหนัต เหตุใดข้าพเจ้ายังคงถูกข่มเหงอยู่? กางเขนก็ไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป ข้าพเจ้าอยากให้คนเหล่านั้นที่รบกวนท่าน ตอนตนเองเสียด้วย
พี่น้องทั้งหลาย เพราะว่าท่านถูกเรียกให้มีเสรีภาพ ขอแต่เพียงอย่าถือโอกาสใช้เสรีภาพเพื่อทำตามเนื้อหนัง
แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด เพราะว่าธรรมบัญญัติทั้งสิ้นนั้นสรุปได้เป็นคำเดียว
คือว่า จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง แต่ถ้าท่านกัดและกินเนื้อกันและกัน จงระวังให้ดี ท่านจะย่อยยับไปด้วยกัน”
นี่คือพระวจนะของพระเจ้า
ขอบพระคุณพระเจ้า
บทใคร่ครวญ: “แต่ความเชื่อซึ่งแสดงออกเป็นการกระทำด้วยความรักนั้นสำคัญ“
ชีวิตคริสเตียนเปรียบเหมือนทางเดินแคบๆ ที่มีหน้าผาขนาบอยู่ทั้งสองข้าง
ด้านหนึ่งคือหน้าผาแห่ง ระบบธรรมบัญญัติ (Legalism)
นี่คือทิศทางที่ชาวกาลาเทียกำลังมุ่งหน้าไป พวกเขาต้องการใช้ “มีด” ของการเข้าสุหนัตเพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขา อุทิศตน เอาจริงเอาจังกับพระเจ้า พวกเขาต้องการเติมความพยายามของตนเองลงไปในพระราชกิจของพระเยซู
เปาโลตะโกนใส่พวกเขาว่า: “ถ้าทำแบบนี้ พระคริสต์จะไม่มีประโยชน์อะไรแก่พวกท่านเลย!” ท่านเองจะ “…ถูกตัดขาดจากพระคริสต์ และหล่นจากพระคุณไปเสีย”
เป็นความคิดที่น่ากลัว เราอาจเป็นคนเคร่ง มีวินัย และมีศีลธรรมสูงส่ง จนกลายเป็นว่า สิ่งเหล่านี้ กลายเป็นมีด ที่ตัดขาดตัวเองจากพระเยซู เพราะเรากลับไปวางใจในวินัยของตนเอง แทนที่จะวางใจในพระคุณของพระเจ้า
เราหลุดจากพระคุณ ไม่ใช่เพราะการทำบาป แต่เพราะพยายามจะ “ซื้อ” พระคุณด้วยการกระทำ
อีกด้านหนึ่งคือหน้าผาแห่ง การทำตามอำเภอใจ (พระคุณกลายเป็นใบอนุญาต)
นี่คือจุดที่เราพูดว่า “ก็ฉันรอดโดยพระคุณแล้ว ฉันจะทำอะไรก็ได้ กฎเกณฑ์ไม่สำคัญหรอก”
เปาโลเตือนว่า: “อย่าใช้เสรีภาพของท่านเป็นช่องทางให้แก่เนื้อหนัง”
ถ้าเราพลาดตกลงไปในหน้าผานี้ เราจะตกลงไปในหลุมแห่งความเห็นแก่ตัว เราจะเริ่มเอาเปรียบผู้คน เราจะเริ่ม “กัดและกินเนื้อ” กันและกัน ชุมชนแห่งความเชื่อจะกลายเป็นบ่อจระเข้
แล้วเราจะประคองตัวให้อยู่บนเส้นทางนั้นได้อย่างไร?
เราจะหลีกเลี่ยง มีด (ตัดตัวเองเพื่อเอาใจพระเจ้า) และ ฟัน (กัดกินคนอื่นเพื่อเอาใจตัวเอง) ได้อย่างไร?
คำตอบคือ ความเชื่อที่แสดงออกผ่านความรัก
”เพราะว่าในพระเยซูคริสต์นั้น การเข้าสุหนัตหรือไม่เข้าสุหนัตไม่เกิดประโยชน์อันใด แต่ความเชื่อซึ่งแสดงออกเป็นการกระทำด้วยความรักนั้นสำคัญ“
นี่คือจุดสมดุล
ความเชื่อคือ เงยหน้ามองกางเขน และอธิษฐานว่า “ลูกช่วยตัวเองให้รอดไม่ได้ ลูกขอวางใจในองค์พระเยซูคริสต์อย่างสิ้นเชิง… “
ความรักคือ มองออกไปที่เพื่อนบ้านและพูดว่า “เพราะฉันได้รับความรักมากมายจากพระเจ้า ฉันจึงอยากรับใช้เธอ…”
เสรีภาพที่แท้จริงไม่ใช่การไร้ซึ่งข้อจำกัด แต่คือ “อิสระ” ในการเลือก “เจ้านาย” ที่ถูกต้อง
เปาโลกล่าวว่า “จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด”
คำว่า “รับใช้” ในที่นี้ รากศัพท์แปลว่า “เป็นทาส”
นี่คือความย้อนแย้งที่งดงามของข่าวประเสริฐ: เราเป็นไทจากธรรมบัญญัติ เพื่อที่เราจะได้เป็นทาสของความรัก
เมื่อเราเป็นไท เราไม่จำเป็นต้องปกป้องอีโก้ของตัวเองอีกต่อไป เราไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตัวเองถูก เราไม่จำเป็นต้องชนะทุกการโต้เถียง
เรามีเสรีภาพที่จะหยิบผ้าเช็ดตัวมาล้างเท้าคนอื่น
เรามีเสรีภาพที่จะรับฟังคำพูดรุนแรงโดยไม่ต้อง “กัดจิก” ตอบ
ในช่วงเทศกาลมหาพรต นี้ จงระวัง “เชื้อเพียงเล็กน้อย” ให้ดี
ระวังความคิดที่ว่า “ฉันดีกว่าคนพวกนั้นเพราะฉันอดอาหาร” … นั่นคือ มีด
ระวังความคิดที่ว่า “ฉันทำบาปนี้ได้ตามใจเพราะเดี๋ยวพระเจ้าก็ยกโทษ” … นั่นคือ ฟัน
ขอพระเจ้าช่วยให้เราเดินอย่างมั่นคง บนเส้นทางแห่งความเชื่อและความรักต่อไป
.
.
คำอธิษฐานยามเช้า:
ข้าแต่พระเยซูเจ้า ลูกมองเห็นหน้าผาทั้งสองด้าน ลูกเห็นแนวโน้มของตัวเองที่ชอบวางใจในความดีของตน และแนวโน้มที่จะตามใจกิเลสของตน ขอทรงรักษาลูกให้อยู่บนทางนี้ ลูกขอปฏิเสธความต้องการที่จะพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำ การอุทิศตนตามศาสนา ลูกขอพึ่งพาพระราชกิจที่สำเร็จแล้วของพระองค์ และเพราะลูกเป็นไทแล้ว ขอช่วยให้ลูกได้รับใช้เพื่อนบ้านในวันนี้ ขอทรงวางยามเฝ้าปากของลูกเพื่อลูกจะไม่กัดหรือกินเนื้อใคร ขอให้ความเชื่อของลูกสำแดงพลังขับเคลื่อนผ่านความรักด้วยเถิด
ในพระนามพระเยซูคริสต์ อาเมน
เรานมัสการด้วยกันในเพลง ก้าวต่อไป
.
Leave a comment