วันนี้เป็นวันพุธ ที่ 1 เมษายน
กลางคืนผ่านพ้นไปแล้ว และวันใหม่เปิดอยู่ เบื้องหน้าเรา
เราร่วมใจอธิษฐาน ด้วยจิตใจเป็นหนึ่งเดียว
(สงบใจ ในความเงียบ)
ในขณะที่เราชื่นชมยินดี ในของประทานแห่งวันใหม่นี้
ขอให้แสงสว่างแห่งพระพักตร์ ขององค์พระผู้เป็นเจ้า
จุดไฟรักในใจของเรา เพื่อพระองค์
บัดนี้และสืบไปเป็นนิตย์
อาเมน
.
.
สดุดี 102:1-11
“ข้าแต่พระยาห์เวห์
ขอทรงฟังคำอธิษฐานของข้าพระองค์
ขอให้เสียงร้องของข้าพระองค์มาถึงพระองค์
ขออย่าซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากข้าพระองค์
ในยามที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก
ขอเงี่ยพระกรรณฟังข้าพระองค์
ขอทรงตอบโดยเร็ว
เมื่อข้าพระองค์ร้องทูล
เพราะวันเวลาของข้าพระองค์สลายไปอย่างควัน
และกระดูกของข้าพระองค์ไหม้อย่างเตาไฟ
ใจของข้าพระองค์ถูกทำลายและเหี่ยวไปเหมือนหญ้า
ข้าพระองค์ไม่รู้สึกอยากอาหาร
ด้วยเสียงร้องครางของข้าพระองค์
ข้าพระองค์ผ่ายผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
ข้าพระองค์เป็นเหมือนนกฮูกแห่งถิ่นทุรกันดาร
ดุจนกเค้าแมวแห่งที่ร้างเปล่า
ข้าพระองค์นอนไม่หลับ
ข้าพระองค์เหมือนนกโดดเดี่ยวบนหลังคาบ้าน
ศัตรูเยาะหยันข้าพระองค์วันแล้ววันเล่า
ผู้ที่ดูถูกข้าพระองค์ใช้ชื่อข้าพระองค์แช่งคนอื่น
เพราะข้าพระองค์กินขี้เถ้าต่างอาหาร
และเจือน้ำตาเข้ากับเครื่องดื่ม
เพราะความโกรธและโทสะของพระองค์
เพราะพระองค์ทรงยกข้าพระองค์ขึ้นและทรงโยนข้าพระองค์ลง
วันเวลาของข้าพระองค์เหมือนเงาเวลาเย็น
ข้าพระองค์เหี่ยวไปเหมือนหญ้า”
พระสิริจงมีแด่พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ เหมือนในปฐมกาล บัดนี้และตลอดไปเป็นนิตย์ อาเมน
.
.
ลูกา 22:54-71
“พวกเขาก็จับพระองค์พาเข้าไปในบ้านของมหาปุโรหิต เปโตรติดตามพระองค์ไปห่างๆ เมื่อพวกเขาก่อไฟที่กลางลานบ้านและนั่งลงด้วยกันแล้ว เปโตรก็นั่งอยู่ท่ามกลางพวกเขา มีสาวใช้คนหนึ่งเห็นเปโตรนั่งอยู่ในแสงไฟ จึงจ้องมองแล้วพูดว่า “คนนี้อยู่กับเขาด้วย” แต่เปโตรปฏิเสธว่า “หญิงเอ๋ย คนนั้นข้าไม่รู้จัก” สักครู่หนึ่งมีอีกคนหนึ่งเห็นเปโตร จึงพูดว่า “เจ้าเป็นคนของพวกนั้นด้วย” เปโตรจึงกล่าวว่า “พ่อหนุ่มเอ๋ย ข้าไม่ได้เป็น” ต่อมาประมาณอีกหนึ่งชั่วโมง มีอีกคนหนึ่งยืนยันอย่างมั่นใจว่า “ต้องใช่แน่ คนนี้อยู่กับเขาด้วย เพราะเป็นชาวกาลิลี” แต่เปโตรพูดว่า “พ่อหนุ่มเอ๋ย ที่ท่านพูดนั้นข้าไม่รู้เรื่อง” เมื่อเปโตรกำลังพูดยังไม่ทันขาดคำ ทันใดนั้นไก่ก็ขัน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเหลียวดูเปโตร แล้วเปโตรก็ระลึกถึงคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ตรัสกับเขาว่า “วันนี้ก่อนไก่ขันท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง” แล้วเปโตรก็ออกไปข้างนอกร้องไห้ด้วยความทุกข์ใจ”
“พวกที่คุมพระเยซูก็เยาะเย้ยโบยตีพระองค์ และเมื่อพวกเขาเอาผ้าผูกปิดพระเนตรของพระองค์แล้ว พวกเขาก็ถามว่า “ทำนายซิว่าใครตบเจ้า” แล้วพวกเขายังพูดคำหยาบช้าต่อพระองค์อีกหลายอย่าง
พอรุ่งเช้าพวกผู้ใหญ่ของประชาชนกับพวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์ก็มาประชุมกัน เขาพาพระองค์เข้าไปในสภาของพวกเขาและพูดว่า “ถ้าเจ้าเป็นพระคริสต์ ก็จงบอกเรา” แต่พระองค์ทรงตอบเขาว่า “ถึงเราบอกพวกท่าน ท่านก็ไม่เชื่อ และถึงเราถามท่าน ท่านก็ไม่ตอบเรา อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นี้ไป บุตรมนุษย์จะนั่งด้านขวาของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ” พวกเขาทุกคนจึงถามว่า “เจ้าเป็นพระบุตรของพระเจ้าหรือ?” พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า “ก็ท่านพูดแล้วว่าเราเป็น” พวกเขาจึงพูดว่า “เราต้องการพยานอะไรอีก? เพราะว่าเราได้ยินจากปากของเขาเองแล้ว””
นี่คือพระวจนะของพระเจ้า
ขอบพระคุณพระเจ้า
.
.
บทใคร่ครวญ “ทันใดนั้นไก่ก็ขัน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเหลียวดูเปโตร”
มีช่วงเวลาหนึ่งในพระธรรมตอนนี้ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นวินาทีที่ “บีบหัวใจ” ที่สุดในพระคัมภีร์
เปโตรเพิ่งปฏิเสธพระเยซูเป็นครั้งที่สาม เขาเพิ่งจะสาบานว่า “คนนั้นข้าไม่รู้จัก…ที่ท่านพูดนั้นข้าไม่รู้เรื่อง…”
ทันใดนั้น… เสียงไก่ก็ขันขึ้น
และลูกาได้บันทึกรายละเอียดที่ทำให้หัวใจของพวกเราแทบสลาย:
“…(แล้ว)องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเหลียวดูเปโตร…”
พระผู้เป็นเจ้าทรงเหลียวมา สบตาเปโตร
ลองจินตนาการถึงฉากในลานบ้านนั้น… พระเยซูกำลังถูกเฆี่ยนตี ถูกเยาะเย้ย และกำลังถูกคุมตัวออกไป พระองค์มีเหตุผลร้อยแปดที่จะจดจ่ออยู่กับความเจ็บปวดของตัวเอง หรือจดจ่ออยู่กับทหารพวกนั้น ที่กำลังทรมาน และเยาะเย้ยพระองค์อยู่
แต่ทันทีที่สิ้นเสียงไก่ขัน… พระองค์หันหน้ากลับมา
พระองค์กวาดสายตามองหาดวงตาของเพื่อน
พระองค์ไม่ได้มองเปโตรเพื่อ “ประจาน” ให้เขาอับอาย
แต่พระองค์มองเพื่อ “ยืนยัน” ว่า เปโตรเป็นของพระองค์
สายตานั้นกำลังบอกว่า: เราได้ยินเจ้า… เรารู้จักเจ้า… และเรากำลังจะไปที่กางเขนเพื่อสิ่งนี้แหละ
ในขณะที่เปโตรกำลังวุ่นอยู่กับการบอกปัดว่า “ข้าไม่ใช่คนของเขา” พระเยซูกลับกำลังบอกผ่านสายตาว่า “เจ้าเป็นของเรา”
ในขณะที่เปโตรกำลังถอยห่างเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง พระเยซูกลับกำลังยอมรับข้อกล่าวหา เพื่อสละชีวิตของพระองค์
การไต่สวนจบลงด้วยคำถามของผู้นำศาสนาว่า “เราต้องการพยานอะไรอีก?”
พวกเขาคิดว่าพวกเขาเจอหลักฐานที่จะ “ทำลาย” พระเยซูแล้ว
แต่ความจริงคือ… พวกเขาเจอหลักฐานที่จะ “ช่วยกู้” เราต่างหาก
เพราะเมื่อพระเยซูยอมรับความจริงว่าพระองค์เป็นใคร—”ท่านทั้งหลายพูดถูกแล้ว เราเป็น”—พระองค์ได้รับเอาความผิดบาปทั้งหมดมาไว้ที่ตัวพระองค์เอง
คำสารภาพของพระองค์ กลายเป็นการอภัยโทษให้แก่เรา
ในวันพุธศักดิ์สิทธิ์นี้ เราอาจรู้สึกเหมือนเปโตร
เราอาจรู้สึกผิดในหลายๆ ครั้งที่เราปฏิเสธพระองค์ด้วยคำพูด หรือการกระทำ
หลายครั้งที่เราเดินตามพระองค์อยู่ห่างๆ…
หรือหลายครั้งที่เราทำตัวเหมือนไม่รู้จักพระองค์
เราอาจกำลังร้องไห้อย่างขมขื่นอยู่ภายในใจ
แต่ขอให้ เงยหน้าขึ้น
พระเจ้ากำลังหันพระพักตร์มามองเรา
พระองค์เห็นความล้มเหลวของเราชัดเจน
แต่พระองค์ไม่ได้มองมาเพื่อลงโทษ… พระองค์กำลังเดินไปที่กางเขนเพื่อจ่ายราคาให้กับการปฏิเสธนั้น
พระองค์รู้จักเรา รู้จักตัวตนของเรา รู้ในความอ่อนแอของเรา
แต่สิ่งนั้น ไม่ได้ทำให้พระองค์รักเราน้อยลง
ขอให้สายตาของพระองค์ที่มองมาที่เรา ชำระล้างเราให้สะอาด
พระองค์คือ “พยานผู้ซื่อสัตย์” ที่ยอมยืนหยัดในความจริง เพื่อให้ “พยานที่ไม่ซื่อสัตย์” อย่างเรา… ได้รับการอภัย
.
.
คำอธิษฐาน:
ข้าแต่พระเยซูเจ้า เราขอสารภาพว่าบ่อยครั้งเราเดินตามพระองค์อยู่ห่างๆ เราอยากได้ความสบายใจจากความรอดของพระองค์ แต่ไม่อยากเสี่ยงแบกกางเขนไปกับพระองค์ เราได้ปฏิเสธพระองค์ด้วยความเงียบและด้วยการกระทำของเรา
ขอบพระคุณที่ไม่ทรงหันหลังให้เราในยามที่เราหันหลังให้พระองค์
ขอบคุณสำหรับ “สายตาแห่งพระคุณ” ที่เชื้อเชิญเรากลับมา
เราสรรเสริญพระองค์ที่ทรงตรัสความจริงในการไต่สวน
และยอมรับโทษทัณฑ์ที่เราสมควรได้รับ
ขอทรงชำระล้างความขมขื่นแห่งความล้มเหลวของเรา
ด้วยพระเมตตาของพระองค์ด้วยเถิด
อาเมน
เรานมัสการด้วยกันในเพลง ข้าจึงสรรเสริญ
.
.
.
Leave a comment